สวัสดีครับ สมาชิกเว็บ ninekaow ทุกท่านภายหลังจากที่บทความชิ้นแรกของกระผม ได้เป็นที่ประจักษ์แก่เพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ ในวงการกระเบนมาเป็นเวลาเกือบ 2 ปี จากวันนั้น จวบจนถึงวันนี้ กระผม เอิร์ธ ( Aqua53 ) ขออนุญาต กลับมาประจำตำแหน่งเพื่อรับหน้าที่ ถ่ายทอดประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ และสิ่งดีๆ ให้ทุกๆ ท่านอีกครั้งนึงครับหลังจากบทความก่อนหน้านี้ของผมhttp://www.ninekaow.com/scoops/view.php?id=199ได้กล่าวถึงพัฒนาการในการเลี้ยง, ความชอบส่วนตัว ในสายพันธุ์ปลากระเบน crossbreed และทิ้งท้ายไว้ด้วยความใฝ่ฝันในการเพาะพันธุ์กระเบนของผม มาถึงวันนี้ ผมขออนุญาตสมาชิกทุกท่าน เขียนบทความใหม่อีกเรื่องหนึ่ง เพื่อต่อยอดจากบทความดังกล่าวและเพื่อแบ่งปัน ผลงานของนักเพาะเลี้ยงปลาคนหนึ่ง เผื่ออาจจะเป็นแนวทางสำหรับนักเลี้ยงปลารุ่นใหม่ที่สนใจครับ บทความชิ้นล่าสุดนี้ส่วนใหญ่จะเป็นรูปภาพซะเยอะนะครับ อย่างไรก็ตาม รบกวนผู้อ่านค่อยๆ ติดตามอ่านดูเรื่อยๆ เพื่อง่ายต่อการอ่านและทำความเข้าใจ ผมได้แยกหัวข้อต่างๆ ไว้ชัดเจนแล้ว ทั้งนี้หากเป็นการไม่สมควรสำหรับผู้ที่มีความรู้อยู่แล้ว ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับกระแสปลากระเบนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจากมุมมองของนักเพาะเลี้ยงคนหนึ่ง ช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา น่าจะเป็นช่วงที่วงการกระเบนได้เดินทางมาถึงจุดสูงสุด ไม่ว่าในแง่ของความสนใจของผู้เลี้ยงมือใหม่ รวมถึงในแง่ของการตลาด (ราคา) ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจากอดีต ปลากระเบนสวยงามสนนราคาหลักพันปลายๆ หรือหลักหมื่นต้นๆ เนื่องด้วยปัจจัยหลายๆอย่างส่งผลให้ราคาปลากระเบนสวยงามบางพันธุ์อาทิ Potamotrygon pearl และ Potamotrygon leopoldi (Polkadot) จะมีราคาสูงถึงคู่ละ 100,000 บาทได้ ทั้งนี้อาจเกิดจากประเทศแหล่งกำเนิดเจ้ากระเบนสวยงามเหล่านี้ มีอันต้องปิดน่านน้ำชั่วคราว (หรืออาจถาวร) ทำให้ชนพื้นเมืองไม่สามารถจับจากแหล่งธรรมชาติ เพื่อส่งออกไปยังประเทศต่างๆ (รวมทั้งไทย) ได้ รวมทั้งความต้องการของตลาดต่างประเทศซึ่งในช่วง 1-2 ปีนี้ มีสูงมาก แหล่งเพาะพันธุ์ปลากระเบนสายพันธุ์ดังกล่าวภายในประเทศไทย ถูกจับตามองมากยิ่งขึ้น อีกทั้งวิธีการเลี้ยงและอนุบาลลูกปลา (โดยเฉพาะ Polkadot) นั้น ขึ้นชื่อว่า "ยาก" และต้องการความเอาใจใส่อย่างสูง ส่งผลให้ราคาปลากระเบนสายพันธุ์สูงทั้งสองสายพันธุ์ มีราคาสูงสุด และอย่างที่ผมเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ คุณภาพ ของปลากระเบนที่เพาะได้บ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นความสวยงามหรือความแข็งแรง เป็นจุดที่ ขาย ตัวเองได้ดีที่สุดครับกระเบนกลุ่ม crossbreedสำหรับปลากระเบนกลุ่ม crossbreed หรือ sp. (ที่ผมเรียก) รวมทั้ง Hybrid ต่างๆ นานา บ้านเรามีการพัฒนากัน อย่างต่อเนื่อง สายพันธุ์ปลาที่ถูกนำมาพัฒนาอาจแตกต่างกันไป ทั้งนี้ยังคงเป็นความลับสำหรับแต่ละฟาร์มและแต่ละผู้ผลิตซึ่งแตกต่างกัน แต่ต้องยอมรับตรงกันอย่างหนึ่ง ว่าปลาตระกูลปลาพื้นดำ หรือ Polkadot ยังคงเป็นที่นิยมในหมู่นักเพาะเลี้ยงชาวไทยและต่างชาติบางประเทศ โดยในประเทศ Polkadot ที่ทำงานได้แล้ว ถูกค้นหาอย่างหนัก เนื่องด้วยมนต์เสน่ห์แห่งปลาดำ จุดสีขาว รวมทั้งปลายหางที่สั้น คล้ายใบพาย เหล่านี้ คือ สเน่ห์ที่เย้ายวนและดึงดูดให้นักเลงปลากระเบนทั้งหลาย หันมาให้ความสำคัญกับเจ้า Polkadot พันธุ์นี้เป็นสายตาเดียวกันครับภายหลังจากผ่านมุมมองโดยรวมแบบกว้างๆ ไปแล้ว มาฟังอีกหนึ่งมุมมองเล็กๆ ของนักเพาะเลี้ยงปลาคนหนึ่งบ้างครับ ด้วยใจที่รักปลาสาย Cross ผมยังคงตั้งใจพัฒนาสายพันธุ์ปลากระเบน ที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง ด้วยความหวังว่าจะเห็นผลผลิตลูกปลากระเบน ที่มีลวดลาย pattern และ สีสันแปลกๆ สวยงาม โดยตั้งใจจะพัฒนาทั้งในด้านสายพันธุ์ที่สูงอย่าง Pearl และ Polkadot (leopoldi และ Henlei) โดยไม่ได้หยุดนิ่งและมิได้ปฏิเสธปลาสายพันธุ์กลางๆ อย่าง sp.สาย Motoro ซึ่งผมคลุกคลีและเติบโตขึ้นมาพร้อมๆ กับมัน จากพ่อแม่พันธุ์ปลาที่ไม่ได้มากมายภายในบ้านครับ หลักสูตรในการเลี้ยงกระเบน ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกปลา การเลี้ยงดู การเพาะพันธุ์ การอนุบาลและการรักษาโรค ทุกวันนี้พูดได้เต็มปากเต็มคำเลยครับ ว่ายังมีอะไรให้ศึกษาอีกเยอะและไม่มีวันจบสิ้นจริงๆ ครับ ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ยังคงมีให้ตามแก้อยู่เสมอ ผมขออนุญาตออกตัวก่อนนะครับ ว่าตัวเองไม่ได้เป็นผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง เพียงแค่อยากจะให้กำลังใจคน ที่อาจจะย่อท้อต่อปัญหาต่างๆ ในการเพาะเลี้ยงปลากระเบนที่พวกเรารักครับ...
เรื่องที่มือใหม่ต้องรู้สำหรับการลงปลาในตู้ใหม่ (New Tank Syndrome)ขอขอบคุณ พี่ทอม [ Tomtexas@hotmail.com ]
Ph Buffer
เนื่องด้วย....มีกระทู้หนึ่งที่คุณ"อะโรฯตัวน้อย" ได้ทำไว้...เกี่ยวกับเรื่อง Ph buffer ซึ่งผมต้องบอกว่า...เป็นบทความที่แจ่มแจ้งกระจ่างชัดมากกกกก ผมก็เลยขออนุญาติทำเป็นบทความถาวรเลยแหละครับ ^_^
ก่อนที่จะพูดถึงคำว่า Buffer นั้นเราควรทำความรู้จักคำศัพย์สัก 2 คำคือ "กรด" -สารละลายใดที่วัดค่า pH ได้ต่ำกว่า 7.0 ทางเคมีถือว่าเป็นกรด ถ้าต่ำกว่านิดหน่อยก็เรียกว่า กรดอ่อน เช่น ระหว่าง 5.0 - 6.9 แต่ถ้าต่ำมากๆเช่น 1 หรือ 2 ก็จัดว่าเป็นกรดแก่"ด่าง"- ถ้า pH สูงกว่า 7 ก็จัดว่าเป็นด่างครับ ด่างที่แก่ที่สุดมีค่า pH=14 ถ้าอยู่ใกล้ 7 ก็จัดว่าเป็นด่างอ่อนส่วนค่าที่ 7.0 นั้นเรียกว่าเป็นกลาง ( Neutral)คำว่า Buffer ถ้าแปลตรงๆก็หมายถึงตัวกันชนอะไรทำนองนั้นแหละครับแต่ในทางเคมี คำว่า Buffer หมายถึง ระบบของสารที่ทำหน้าที่รักษาสภาพไม่ให้ความเป็นกรด หรือ ด่าง ของสารละลาย " เปลี่ยนแปลงไปมากหรืออย่างรวดเร็ว" เมื่อเราเติม กรด หรือ ด่างลง ไปในสารละลายที่มีระบบ buffer อยู่ที่ใช้คำว่าระบบของสารก็เพราะว่า Buffer ประกอบไปด้วยการมีสาร สองตัวอยู่ร่วมกันคือ กรดอ่อน และเกลือของกรดอ่อนนั้น หรือ ถ้าเป็น buffer ของด่างก็ต้องประกอบด้วย ด่างอ่อน และเกลือของด่างอ่อนนั้นกรดที่อ่อนก็เช่น กรดอะซิติก ( acetic acid ) หรือน้ำส้มสายชู ,กรดมด หรือ formic acid เป็นต้นด่างอ่อนก็เช่น โซเดียมไบคาร์บอเนต (Na2HCO3)หรือ แคลเซี่ยมไบคาร์บอเนต รวมถึงแอมโมเนีย (NH3) ซึ่งเป็นตัวที่เราจะพูดถึงกันต่อไปในสารละลายที่ไม่มี Buffer นั้น เช่นในน้ำดื่มโพลาริส 1 ลิตร ซึ่งมี pH=7 นั้นถ้าเราเติมกรดแก่ เช่น ซัลฟูริก แอซิก ( H2SO4) ลงไปเพียง 1 หยดเท่านั้น จากค่า pH เดิมที่ 7 นั้นค่าความเป็นกรดอาจลงไปอยู่ที่ 3 หรือ 4 ได้เลย คือค่าความเป็นกรดเพิ่มขึ้นถึง 10000-1000 เท่าเลยทีเดียวแต่ในสารละลายที่มี ระบบ Buffer อยู่ ความเป็นBuffer จะรักษาสภาพของความเป็นกรด หรือด่างไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งคุณสมบัตินี้แหละที่เป็นประโยชน์กับการเลี้ยงปลากลับมาเข้าฝั่งเรื่อง ประการังต่อครับ
เนื่องจากโครงสร้างของประการังประกอบ แคลเซียมคาร์บอเนต( Ca2CO3)เป็นหลักรวมถึงมีเกลือของคาร์บอเนตตัวอื่นๆอยู่ด้วยเช่น โซเดียมและแมกนีเซียมคาร์บอเนต ก็มีปนมาด้วย เพราะเก็บมาจากทะเลนั่นเองเจ้าประการังนั้นเมื่อแช่น้ำไประยะหนึ่งก็จะปล่อยเกลือคาร์บอเนตเหล่านี้ออกมายกตัวอย่างเช่น ปล่อย Ca2CO3 ออกมาเจ้า Ca2CO3 นี้เมื่ออยู่ในน้ำก็จะแตกตัวในหลายขั้นตอนจนในที่สุดได้เป็น ด่างอ่อน และเกลือของด่างอ่อนนั้น ซึ่งก็คือ แคลเซียมไบคาร์บอเนต ( CaHCO3 ) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นด่างอ่อน และ CaCO3 ซึ่งแสดงตัวเป็นเกลือของของ CaHCO3 ทีนี้ลองมาดูในตู้ปลาของเราดูบ้างก็จะพบว่าการใส่ประการังลงไปในตู้ต้นไม้น้ำ กับ ตู้ที่เลี้ยงปลาอย่างเดียวนั้นมีความคาดหวังที่แตกต่างกันมากอยู่ในที่นี้ขอพูดถึงในตู้อะโรฯ ครับเนื่องจากที่กล่าวมาข้างต้นว่าระบบ Buffer ที่เกิดจากประการังนั้นเกิดจากด่างอ่อนและเกลือของด่างอ่อน ดังนั้นการใส่ประการังในระบบกรองนั้นในเบื้องต้นเราก็จึงจะพบว่าค่าของ pH จะอยู่สูงกว่า 7 คือมักอยู่ระหว่าง 7 กับ 8 ซึ่งเกิดจากคุณสบบัติความเป็นด่างอ่อนของสารที่ประการังปล่อยออกมานั่นเอง อย่างไรก็ตามความสามารถในการเป้น Buffer นั้นมีขีดความสามารถเช่นกันคือรองรับการเติมกรด หรือด่างได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น สำหรับในตู้ปลาที่มีระบบกรองที่ดีนั้น แอมโมเนียที่เป็นของเสียนั้นเป็นด่างอ่อน และจะถูกแบคทีเรียในระบบกรองเปลี่ยนไปเป็นอนุมูลไนเตรทในที่สุด และเมื่อระบบกรองอยู่ไปนานๆ และมีการสะสมของ ไนเตรทในระบบกรองและในน้ำ มากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดจะเกิดเป็นไนตริกแอซิก( HNO3 ) ซึ่งถือเป็นกรดแก่ขึ้น และเมื่อมีการสะสมกันมากๆขึ้นของกรดไนตริกก็จะพบว่าระบบ Buffer รองรับต่อไปไม่ไหว ซึ่งเราจะพบว่าถึงตอนนั้นจะพบว่า ค่า pH จะลดลงอย่างราดเร็ว บางตู้เคยเห็นลดลงถึง สามกว่าๆ เรียกว่าเกือบเป็นปลาอะโรฯดองเลยครับ ดังนั้นการทำความสะอาดระบบกรองจึงต้องทำบ้างแต่ควรทำด้วยความระมัดระวังคือ1. ไม่ควรเปลี่ยนน้ำ และล้างระบบกรองในคราเดียวกัน2. ห้ามใช้น้ำอื่นนอกจากน้ำจากตู้เลี้ยงปลาเท่านั้นสำหรับการทำความสะอาดระบบกรอง3.ล้างให้สะอาดเพียง 70-80 % ก็เพียงพอไม่ควรสะอาดเหมือนซักผ้าอะไรเทือกนั้น4.ค่า pH เป็นตัวบ่งบอกที่ดีว่าถึงเวลาทำความสะอาดกรองแล้วหรือยัง กล่าวคือเมื่อ pH ลงมานำหน้าด้วยเลข 5 ถึงคาดว่าได้เวลาแล้วครับน้ำเป็นหัวใจของการเลี้ยงปลา ระบบกรองเป็นหัวใจของการรักษาสภาพน้ำ และหัวใจของระบบกรองก็คือระบบแบคทีเรียครับปล.ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก คุณปิติ มา ณ ที่นี้ด้วยคับ
อันนี้ของแถม วิธีการคำนวณค่าไฟฟ้าของอุปกรณ์ในแต่ละเดือน
W /1000 * ชั่วโมงใช้งาน * ค่าไฟต่อหน่วย * วันที่ใช้งาน ของผมเปิด 24 กรองนอก 62 w หลอดไฟ 36w ปั้มลม 5w 62+36+5 /1000*24*3.5*30 = 260 บาท ต่อ 1 เดือน